ติว เพิ่มเติมนะคะ

posted on 20 Jul 2011 12:08 by kruning-up
หน่วยเสียงในภาษาไทย มี ๓ ชนิด
๑.  หน่วยเสียงพยัญชนะ
๒. หน่วยเสียงสระ
๓. หน่วยเสียงวรรณยุกต์
๑. หน่วยเสียงพยัญชนะ  มี  ๒๑ หน่วยเสียง  แบ่่งออกเป็นพยัญชนะต้นเดี่ยว คือพยัญชนะที่ออกเสียงในตำแหน่งต้นของคำ (หน่วยเสียงเดียวกันที่มีหลายตัว เช่น  ข ค ฆ , ซ ส ศ ษ , ฐ ถ ท ธ ฑ ฒ  เป็นต้น) และพยัญชนะต้น ๒ เสียง (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าตัวควบกล้ำ) เช่น  กร  กร  ขว  ขร  คว  คร  คล  ฯลฯ เป็นต้น
๒. หน่วยเสียงสระ  แบ่งเป็น สระแท้หรือสระเดี่ยว มี ๑๘ เสียง (สั้น ๙ เสียง  คือ อิ อุ อึ เอะ เออะ โอะ แอะ อะ เอาะ และเสียงยาว ๙ เสียง คือ อี อู อือ เอ เออ โอ แอ อา ออ) สระประสม หรือเรียกอีกอย่างว่า สระเลื่อน มี ๖ เสียง คือ เอีย (อี+อา) เอือ (อืือ+อา) อัว (อู+อา)  เอียะ (อิ+อะ) เอือะ (อึ+อะ) อัวะ (อุ+อะ) และสระเกิน คือสระที่มีเสียงพยัญชนะท้าย ๘ เสียง คือ อำ (อะ+ม)  ไอ ใอ (อะ+ย) เอา (อา+ว) ฤ (ร+อึ) ฤา (ร+อืือ) ภ  (ล+อึ) ภา (ล+อือ)
๓. หน่วยเสียงวรรณยุกต์  ๔ รูป  คือ ่  ้  ๊  ๋  ๕ เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา (ศึกษาความรู้เดิมเรื่อง
การผันอักษรไตรยางค์)
ดังนั้น ในคำหนึ่งคำ ต้องประกอบด้วย ๓ หน่วยเสียง เช่น คำว่า  กราบ ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้นแบบสองเสียง (กร) สระ (อา) พยัญชนะท้าย (บ) และ เสียงวรรณยุกต์ (สามัญ)  คำบางคำ มีเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูป เช่น น้ำ  ประกอบด้วย  พยัญชนะต้นเดี่ยว (น) สระเกิน (อำ มาจาก อะ+ม) วรรณยุกต์ (รูปเป็นโท แต่เสียงเป็นตรี)
 
คำสมาส และคำสนธิ (หลักการสมาส ลงให้อ่านในแนะแนวสอบแล้วนะคะ หาดูเอง วันนี้จะให้เฉพาะตัวอย่างคำสมาส และคำสมาสแบบสนธิเท่านั้น)
 
  เป็นการประสมคำในภาษาบาลี-สันสกฤต (ลักษณะและข้อแตกต่างของคำบาลี-สันสกฤต ลงในเว็ปให้อ่านไปแล้วก่อนหน้านี้ ไม่อธิบายซ้ำนะคะ)
 
ตัวอย่างคำสมาส
ภูมิศาสตร์   อริยประเพณี   อารยชน   วัฒนธรรม   มโนคติ   ประวัติศาสตร์ 
 
 
 
 
 
 

เฉลยแบบฝึก แนะแนวสอบ

posted on 19 Jul 2011 19:09 by kruning-up

เฉลยแบบฝึกในหลักฐานการเรียนรู้กันต่อนะคะ  หน่วยที่ ๒ และ ๓  ตามด้วย แนะแนวสอบค่ะ

เริ่มที่หน่วยที่  ๒  หน้า ๑๔ ไม่เฉลยนะคะ ทำเอง

 หน้า ๑๕ การเขียนย่อความก็เช่นเดียวกันค่ะ ทำด้วยตนเอง ไม่เฉลย แต่ครูจะตรวจให้เองค่ะ

มาเริ่มเฉลยในหน้า ๑๙ กันเลยนะคะ
เรื่อง  การพูดระหว่างบุคคล หน้า ๑๙ ค่ะ

ข้อ  ๑.   ง.  การพูดที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการสังเกตวิธีการพูดที่ดี แต่อยู่ที่โอกาสในการฝึกฝน (ข้อนี้ผิด เพราะการสังเกตวิธีการพูดที่ดี และนำมาปรับใช้ จะช่วยให้การพูดมีประสิทธิภาพมากขึ้น)

ข้อ ๒   ก.  การพูดที่ทำให้คนหัวเราะได้ตลอดเวลา (ไม่ใช่การพูดที่มีประสิทธิภาพ)

ข้อ ๓   ก.  เป็นการพูดแบบเป็นทางการ  (ไม่ใช่การพูดระหว่างบุคคล)

ข้อ ๔  ง.ทำให้รู้เรื่องส่วนตัวของผู้อื่น(ไม่ใช่ประโยชน์ของการทักทายปราศรัย แต่เป็นการเสียมารยาทในการพูด)

ข้อ ๕   ข.  ถามซอกแซกเกินไป  (คือการถามนอกประเด็นมากเกินไป)

ข้อ  ๖   ค.  ถามให้ผู้ฟังไม่สบายใจ  (เป็นการถามที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตัวเอง ไม่น่าดู ขี้เหร่ลงกว่าเดิม)

ข้อ  ๗  ค.  คุณป้าไปซื้อของมาหรือครับ ให้ผมช่วยถือของนะครับ (เป็นการทักถามและแสดงน้ำใจไปพร้อมกัน)

ข้อ  ๘  ค.  พูดแนะนำตนเองด้วยเสียงดังฟังชัด ด้วยสีหน้าแสดงความมั่นใจ (เสียงดัง และแสดงความมั่นใจเกินไป ไม่ใช่การแนะนำตัวที่ดี)

ข้อ  ๙  ข.  การแนะนำตนเองในกลุ่มย่อย ควรบอกชื่อ นามสกุล สถาบันที่ตนเองสังกัด และผลงานเด่น (ไม่จำเป็นต้องบอกผลงานเด่น เพราะเป็นเพียงการแนะนำตัวเองให้ผู้อื่นรู้จักเท่านั้น)

ข้อ ๑๐ ก.  การกล่าวถึงความเคราะห์ร้ายของตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ (เป็นวิธีการที่ไม่ควรใช้ ในการสนทนา)

แบบฝึกที่  ๙ เรื่อง การอ่านคำบาลี-สันสกฤต หน้า  ๒๓

๑.     ปรม            อ่านว่า    ปะ - ระ - มะ

๒.    กรณี             อ่านว่า   กะ - ระ - นี         หรือ  กอ - ระ - นี

๓.    ครหา           อ่านว่า   คะ - ระ - หา       หรือ  คอ - ระ - หา

๔.    นรการ         อ่านว่า   นะ - ระ - กาน    หรือ  นอ - ระ - กาน

๕.    ปรนัย           อ่านว่า   ปะ - ระ - นัย

๖.    ปรโลก         อ่านว่า   ปะ - ระ - โลก     หรือ  ปอ - ระ - โลก

๗.    อัปสร           อ่านว่า   อับ - สอน

๘.    โฆษณา       อ่านว่า   โคด - สะ - นา

๙.  โภคยทรัพย์   อ่านว่า   โพก - คะ - ยะ - ซับ

๑๐.  สมุทรศาสตร์   อ่านว่า   สะ - หมุด - ทระ -  สาด

๑๑.  พิษฐาน        อ่านว่า   พิด - สะ - ถาน

๑๒. ทิฐิ                 อ่านว่า   ทิด - ถิ

๑๓.  ตฤณ            อ่านว่า   ตริน

๑๔.  ศุลกากร      อ่านว่า   สุน - ละ - กา - กอน

๑๕. ธาตุเจดีย์       อ่านว่า   ธา -  ตุ - เจ - ดี

แบบฝึกที่  ๑๐  เรื่อง  นิทานเวตาล  หน้า  ๒๒

๑.   ก.  ต้องการแก้แค้นพระวิกรมาทิตย์  (เพราะเคยมีความแค้นกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ)

๒.   ง.  เตือนให้ระวังคำพูด  (ลิ้น หมายถึงคำพูด ถ้าพูดไม่ดีจะเกิดอันตรายต่อตนเองได้)

๓.   ค.  เป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนไปจากขนบของสังคม  (พ่อแต่งงานกับลูก ลูกแต่งงานกับแม่ เป็นเรื่องซับซ้อน เกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้)

๔.   ค.  โทษของการไม่ใช้ปัญญาตริตรองพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้ถ้วนถี่  (การพิจารณาอายุผู้หญิงจากขนาดของเท้า แสดงให้เห็นการขาดวิจารณญาณ)

๕.   ค.   อดกลั้น (การพูด เป็นสิ่งที่ต้องอดกลั้น   เพี่อให้ได้ตัวเวตาล)

๖.   ง.   การทำสัญญาณเพื่อเรียกโจรทั้งหมดออกมารวมกัน  (สัญญา ในที่นี้ หมายถึง สัญญาณ)

๗.  ข.   แข็งเท่าแข็งเงินง้าง  อ่อนได้ดังถวิล  (หมายถึง เงินสามารถใช้ซื้อคนโลภได้ทุกอย่าง)

๘.   ก.  ช้างเผือกเกิดในป่า (ในเรื่องพระราชากล่าวว่า หญิงที่พบในป่า มักจะงามกว่าหญิงที่หาได้ในกรุง”

๙.   ง.   ความนิยมในการประพฤติปฏิบัติของคนไทยในโอกาสต่าง ๆ (นิทานเวตาล ไม่ได้กล่าวถึงการประพฤติในทางที่ดีแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังแสดงด้านลบที่ไม่สมควรนำมาปฏิบัติด้วย)

๑๐. ค.  ให้ความบันเทิงโดยแทรกคติธรรม  (เป็นการแทรกคติธรรมที่ซับซ้อนชวนให้ขบคิด)

 หน่วยที่  ๓  มงคลสูตร  มงคลชีวิต

แบบฝึกที่  ๑๑  เรื่อง การอ่านเก็บความรู้  หน้า  ๒๕  ไม่เฉลย แต่ครูจะตรวจให้เองค่ะ

แบบฝึกที่  ๑๒  เรื่อง  การจดบันทึกความรู้จากการอ่าน หน้า  ๒๗  ไม่เฉลย แต่ครูจะตรวจให้ย้อนหลัง

แบบฝึกที่  ๑๓  เรื่อง  การพูดในกลุ่ม  หน้า  ๓๑

๑.   ก.   การเล่าเรื่องในกลุ่ม เป็นการเล่าเพื่อให้รายละเอียด  (การเล่าเรื่องในกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องให้รายละเอียดมากมาย แต่ควรให้ข้อเนื้อหาที่ชัดเจนมากกว่า)

๒.  ข.   แสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ต่าง ๆ  (การใช้เสียงสูง - ต่ำ แสดงให้เห็นอารมณ์ที่แตกต่างกัน)

๓.   ง.   ทำให้เกิดความขบขัน  สนุกสนาน  (ผู้พูดพูดตะกุกตะกัก จำเรื่องไม่ได้ก่อให้เกิดข้อเสีย ไม่เกิดผลดี)

๔.   ข.   เล่าเหตุการณ์แบบย้อนกลับไปมา  เพื่อเร้าใจผู้ฟังให้สนใจการเล่าเรื่อง (การเล่าเหตุการณ์ย้อนไปย้อนมา อาจทำให้ผู้ฟังสับสน เป็นผลเสียมากกว่าผลดี)

๕.   ข.  ผู้พูดมีอารมณ์และความรู้สึกตามนั้นจริง ไม่เสแสร้ง  (เพราะจะทำให้การใช้น้ำเสียงออกมาได้ดี โน้มน้าวผู้ฟังได้ดี)

แบบฝึกที่  ๑๔  เรื่อง  การออกเสียงคำสมาส  หน้า  ๓๓

๑.    โลกธรรม       อ่านว่า    โลก - กะ - ทำ

๒.   โลกวิทู          อ่านว่า   โล - กะ - วิ - ทู

๓.    พลศาสตร์     อ่านว่า   พน - ละ - สาด    หรือ   พะ - ละ - สาด

๔.   พลการ          อ่านว่า   พะ - ละ - กาน

๕.   ประวัติศาสตร์     อ่านว่า   ประ - หวัด - ติ - สาด

๖.   มูลฐาน          อ่านว่า   มูน - ละ - ถาน

๗.   ปรัชญา         อ่านว่า   ปรัด - ยา

๘.    ภูมิลำเนา      อ่านว่า    พู - มิ - ลำ - เนา

๙.    สมรรถภาพ อ่านว่า   สะ - มัด - ถะ - พาบ

๑๐.  วิตถาร          อ่านว่า   วิด - ถาน

๑๑.  จุลชีววิทยา  อ่านว่า   จุน - ละ - ชี - วะ - วิด - ทะ - ยา

๑๒. พิพิธภัณฑ์    อ่านว่า   พิ - พิด - ทะ - พัน

๑๓.  ธรรมเทศนา    อ่านว่า   ทำ - มะ - เทด - สะ - นา  (ไม่ใช่อักษรนำ ไม่ต้องอ่าน ว่า  “หนา”)

๑๔.  อนุศาสนาจารย์   อ่านว่า   อะ - นุ - สา - สะ - นา - จาน   (อ่านแบบเรียงคำ ไม่อ่านแบบอักษรนำ)

๑๕.  โลกนิติ        อ่านว่า   โลก - กะ - นิด     หรือ  โลก - กะ - นิด - ติ   (อ่านว่า  นิ - ติ  ผิด)

แบบฝึกที่  ๑๕  เรื่อง  การศึกษาวรรณคดีเรื่อง มงคลสูตร  หน้า  ๓๔

๑.   ข. (แก้ด้วยนะคะ เป็นตามนี้ค่ะ)  ในการบรรยายธรรมให้พุทธศาสนิกชนฟัง

๒.  ข.  ยินดี  ณ  ของตน      บมีโลภทะยานปอง  (พอใจในสิ่งที่ตนมี คือความสันโดษ)

๓.   ง.  อีกทำพระนิพพา-     นะประจักษะแก่ชน   (ทำได้ยากที่สุด)

๔.   ง.  สิ่งที่มนุษย์ปรารถนาและไม่พึงปรารถนา   (คือ โลกะธรรมศรี)

๕.   ง.  อีกหมั่นประพฤติควร    ณ  สภาวะแห่งตน  (คือการประพฤติปฏิบัติในเหมาะสมกับวัยแต่ละช่วงชีวิต)

๖.   ก.  ให้ทาน  ณ  กาลควร    และประพฤติสุธรรมศรี   (มีความสำคัญต่อวัยเรียน น้อยกว่าข้ออื่น ๆ)

๗.   ค.  ย่อมถึงสวัสดี   สิริทุกประการดล  (คืออานิสงส์สำคัญที่สุดของการปฏิบัติมงคลสูตร)

๘.   ง.   หนึ่งคือบ่คบพาล   เพราะจะพาประพฤติผิด   (คบเพื่อนชั่ว ตัวเองก็มัวหมองไปด้วย)

๙.   ก.   ความเจริญในชีวิตเกิดจากการปฏิบัติของตนเองทั้งสิ้น  (เป็นแนวคิดสำคัญที่สุดของมงคลสูตร)

๑๐. ง.   การทำความดี งดเง้นความชั่ว และไม่เบียดเบียนผู้อื่น (เป็นค่านิยมที่มีความจำเป็นต่อสังคมไทยยุคนี้มากที่สุด)

๑๑. ค.   วัฎฏสงสาร  (คือการเวียนว่ายตายเกิด หรือ “ทะเลวน”)

๑๒. ค.  แล้วยืนอยู่ที่ควรดำกล   เสงี่ยมเจียมตน  (เป็นกาพย์สุรางคนางค์ ไม่ใช่ ฉันท์)

๑๓. ง.   เห็นแจ้ง ณ สี่องค์     พระอรียสัจอัน   (เป็นมงคลสูตรที่มนุษย์ปุถุชนทำได้ยากยิ่ง)

๑๔. ค.   ว่าง่าย  ไม่มีทิฐิ  (คือไม่ยึดมั่นในตนเอง ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีเหตุผล)

๑๕. ก.   คบคนให้ดูหน้า      ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ  (ไม่เกี่ยวกับมงคลสูตร  ข้อ  ไม่คบคนพาล  คบคนดี)

แนวสอบ วิชาภาษาไทย  ท  ๓๑๑๐๑ 

๑.  เรื่องการออกเสียงคำ     ออกข้อสอบ  ๑๐  ข้อ  (ข้อ  ๑- ๑๐)

แนวสอบ              ๑.  การใช้พยัญชนะ การใช้พยัญชนะต้น  การใช้ตัวสะกด การใช้ตัวควบกล้ำ (อ่านในหนังสือหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร หน้า  ๒๓ - ๒๕)  ลักษณะข้อสอบ ข้อใดใช้พยัญชนะต้นเหมือนกัน ข้อใดมีเสียงพยัญชนะต้นออกเสียงเหมือนกัน  ข้อใดอ่านออกเสียงตัวควบกล้ำทุกคำ  ข้อใดไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด

๒. การใช้สระ สระเดี่ยว สระประสม (อ่านในหนังสือหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร หน้า ๒๙-๓๑)

ลักษณะข้อสอบ  ข้อใดใช้สระเดี่ยวทุกคำ  ข้อใดใช้สระประสมมากที่สุด    

๓. การใช้วรรณยุกต์  (อ่านในหนังสือหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร หน้า ๓๓-๓๕)

 ลักษณะข้อสอบ  ข้อความต่อไปนี้ ใช้เสียงวรรณยุกต์ใดมากที่สุด

๔. การออกเสียงคำ  (อ่านในหนังสือหลักภาษาและการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร หน้า  ๕๐-๕๖)

 ลักษณะข้อสอบ  ข้อใดอ่านออกเสียงคำแตกต่างจากข้ออื่น   ข้อใดอ่านแบบอักษรนำ  ไม่อ่านแบบอักษรนำ

๒.  เรื่อง นมัสการมาตา ปิตุคุณ และอาจริยคุณ  ออกข้อสอบ  ๑๐  ข้อ ข้อ  ๑๑-๒๐   (อ่านในหนังสือ วรรณคดีวิจักษ์ หน้า ๑๐-๑๖ และการแปลความที่ครูหนิงได้แปล สรุป และให้นักเรียนจดไว้ในหนังสือไปแล้ว)

แนวสอบ  เป็นการตีความ บอกความหมาย  บอกค่านิยม  คุณค่าทางวัฒนธรรม  บอกข้อพึงปฏิบัติ ไม่พึงปฎิบัติ จากบทประพันธ์ เพราะฉะนั้นนักเรียนต้องเข้าใจความหมายของบทประพันธ์แต่ละบท ว่าบทนี้ มีความหมายว่าอย่างไร ให้คุณค่าเกี่ยวกับ ค่านิยมและข้อคิดข้อปฏิบัติ อย่างไร  เช่น  ข้อใดเป็นพระคุณของบิดามารดา  บทประพันธ์ที่ยกตัวอย่างให้นี้ สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยข้อใด  เป็นต้น

๓.  เรื่อง  การย่อความ  ออกข้อสอบ  ๖  ข้อ   ข้อ  ๒๑-๒๖

แนวสอบ   กำหนดข้อความมีความยาวประมาณ  ๓-๕  บรรทัด ให้นักเรียนอ่านจับใจความ ย่อความ โดยเลือกจากตัวเลือกที่ย่อได้สมบูรณ์ที่สุด และตอบคำถาม เกี่ยวกับสาระสำคัญจากข้อความที่อ่าน

๔.  เรื่อง การอ่านคำบาลี-สันสกฤต  ออกข้อสอบ  ๖  ข้อ  ข้อ  ๒๗-๓๒    (อ่านจากสรุปข้อแตกต่างของคำบาลี-สันสกฤต ที่ครูหนิงสรุปไว้ให้ใน  Exteen block ก่อนหน้านี้ค่ะ)

แนวสอบ  ข้อใดเป็นคำบาลีทั้งหมด  ข้อใดเป็นคำสันสกฤตทุกคำ  ข้อใดมีคำไม่เข้าพวก  ข้อความต่อไปนี้มีคำบาลีและสันสกฤต  ปรากฏอยู่อย่างละกี่คำ  ย้ำว่านักเรียนต้องจำข้อแตกต่างระหว่างคำบาลี-สันสกฤตให้ได้ ถึงจะทำข้อสอบได้ถูกต้องค่ะ

๕.  เรื่องนิทานเวตาล    ออกข้อสอบ  ๑๐  ข้อ  ข้อ  ๓๓ - ๔๒  (อ่านจากหนังสือวรรณคดีวิจักษ์  หน้า  ๗๗-๘๙)

แนวสอบ  คุณค่า และลักษณะเด่นของนิทานเวตาล  ลักษณะตัวละคร (พระวิกรมาทิตย์  เวตาล)  สำนวนโวหารในเรื่อง

๖.  เรื่อง  การอ่านคำสมาส   ออกข้อสอบ  ๘  ข้อ  ข้อ  ๔๓-๕๐  อ่าน บทสรุปเรื่องคำสมาส และคำสนธิ ต่อไปนี้ค่ะ

คำสมาส

การสมาส    เป็นวิธีการสร้างคำในภาษาบาลี สันสกฤต  มีลักษณะคล้ายกับคำประสมในภาษาไทย  คือ  เป็นการนำคำซึ่งต้องมาจากภาษาบาลี หรือสันสกฤตเท่านั้น  มารวมกันตั้งแต่  ๒  คำขึ้นไป  กลายเป็นคำใหม่ มีความหมายใกล้เคียงคำเดิม

                คำสมาสที่ไทยรับมาใช้ และสร้างขึ้นเอง  แบ่งตามลักษณะการกลมกลืนเสียงระหว่างคำที่มารวมกัน แบ่งเป็น  ๒  ประเภท  ได้แก่  คำสมาสที่ไม่มีสนธิ  และคำสมาสที่มีสนธิ

                ๑.   คำสมาสที่ไม่มีสนธิ  คือ การนำคำภาษาบาลี และสันสกฤต  ๒  คำขึ้นไปมาเรียงติดต่อกัน  โดยไม่มีการกลมกลืนเสียง  คำสมาสที่ไม่มีสนธิ  มีลักษณะดังนี้

                                ๑.๑   คำที่นำมาสมาสกัน จะต้องเป็นคำภาษาบาลี และสันสกฤตเท่านั้น  ไม่ใช้คำจากภาษาอื่น  เช่น

          คำบาลี สมาสกับ บาลี                                        

          กิตติ +  คุณ                        เป็น        กิตติคุณ                                                                                        มหา  +  สาวก                     เป็น        มหาสาวก                                                                                       หิน   +  ชาติ                       เป็น        หินชาติ

         คำสันสกฤต สมาสกับ สันสกฤต                    

         ธรรม  +  จริยา                    เป็น        ธรรมจริยา                                                                                       ประถม  +  ศึกษา                เป็น        ประถมศึกษา                                                                                     เศวต  +  ฉัตร                  เป็น        เศวตฉัตร

        คำบาลี สมาสกับ คำสันสกฤต                         

        วัฒน  +  ธรรม                  เป็น        วัฒนธรรม                                                                                          หัตถ  +  กรรม                  เป็น        หัตถกรรม                                                                                        จริย   +  ธรรม                    เป็น        จริยธรรม

        คำสันสกฤต สมาสกับ คำบาลี                         

        อัคร  +  มเหสี                    เป็น        อัครมเหสี                                                                                        ธรรม  +  ยุต                       เป็น        ธรรมยุต               

       คำที่ภาษาอื่นปนอยู่ด้วย ไม่ใช่คำสมาส  เช่น  ผลไม้   ผล  เป็น คำบาลี     ไม้  เป็นคำไทย  ,  ราชวัง   ราชเป็นคำบาลี  วัง เป็นคำไทย ,  กระยาสารท  กระยา  เป็นคำเขมร    สารท  เป็นคำบาลี  ,  นงลักษณ์   นง  เป็นคำไทย  ลักษณ์  เป็นคำสันสกฤต ,  สบประมาท  สบ  เป็นคำเขมร  ประมาท  เป็นคำสันสกฤต

                                ๑.๒   คำสมาสเมื่อเวลาอ่าน  ต้องอ่านออกเสียงอะ  ต่อเนื่องกัน โดยไม่ประวิสรรชนีย์   หรือถ้าพยางค์ท้ายของคำหน้าทีสระกำกับอยู่ต้องอ่านออกเสียงสระนั้นด้วย  เช่น  ประถม (มะ) ศึกษา  ,  บุตร (ตระ) ภรรยา  ,  เกษตร (ตระ) สาด  ,  ประวัติ (ติ) ศาสตร์ ,  ชาติ (ติ) ภูมิ  ,  อุบัติ (ติ) เหตุ  ,  อุบัติ (ติ) ภัย  ,  ธาตุ (ตุ) เจดีย์  , มาตุภูมิ

                                ยกเว้น  บางคำ อ่านตามความนิยมจึงไม่ต้องออกเสียงอะระหว่างคำ   เช่น  สุภาพบุรุษ  ,  สัทธรรม  , เหตุการณ์ ,  ชาตินิยม  

                                ๑.๓   คำสมาสส่วนใหญ่ คำหลักจะอยู่คำหลัง จึงแปลความหมายจากหลังมาหน้า  เช่น  ทิพโสต  (หูทิพย์) เทพบดี  (เจ้าแห่งเทวดา)  , ประชามติ  (มติของประชาชน) , อากาศยาน  (เครื่องนำไปทางอากาศ)  , สุภาพบุรุษ  (ชายผู้สุภาพ)

                                ๑.๔   คำว่า  “วร”  ในภาษาไทยนำมาแผลงเป็น  “พระ”  เมื่อนำไปประกอบกับคำบาลี สันสกฤตก็นับว่าเป็นคำสมาส  เช่น  พระกรรณ    พระเศียร   พระหัตถ์   พระเนตร   แต่ถ้านำไปประกอบกับคำในภาษาอื่น  ไม่นับว่าเป็นคำสมาส  เช่น  พระเก้าอี้ (จีน)  พระอู่  (ไทย)  พระขนง  (เขมร)

๒.  คำสมาสที่มีสนธิ

                               คำสมาสที่มีสนธิ  คือ คำสมาสที่มีการประสมกลมกลืนเสียง  เชื่อมคำทั้งสองเข้าด้วยกัน  ด้วยวิธี กลมกลืนเสียงสระ  เรียกว่า  สระสนธิ   กลมกลืนเสียงพยัญชนะ เรียกว่า  พยัญชนะสนธิ   และกลมกลืน นฤคหิต  เรียกว่านฤคหิตสนธิ

                                ๒.๑   สระสนธิ  คือ  การกลมกลืนเสียงระหว่างสระท้ายพยางค์คำหน้ากับพยางค์หน้าของคำหลัง 

วิธีสนธิสระมี  ๓  วิธี  ดังนี้  คือ

                             ๑)   กลมกลืนเสียงพยัญชนะท้ายของพยางค์หน้า กับสระหน้าของคำหลัง  เช่น

                                   จตุร  +  องค์                        เป็น        จตุรงค์                                                                                        วิทย  +  อาลัย                     เป็น        วิทยาลัย                                                                                        นิล  +  อุบล                        เป็น        นิลุบล                                                                                            ธรณี  +  อินทร์                    เป็น        ธรณินทร์                                                                                       ฤทธิ  +  อานุภาพ              เป็น        ฤทธานุภาพ                                                                                      เดช   +   อานุภาพ             เป็น        เดชานุภาพ                                                                                      ปัจจ  +  เอกชน                  เป็น        ปัจเจกชน                                                                                        พุทธ  +  โอวาท                 เป็น        พุทโธวาท

                            ๒)  กลมกลืนเสียงพยัญชนะท้ายของพยางค์หน้า กับสระหน้าของคำหลัง แล้วยังมีการเปลี่ยนรูปและเสียงสระพยางค์หลัง จาก   อะ  เป็น  อา  ,  อิ  เป็น  เอ  ,  อุ  เป็น  อู  หรือ  โอ  หรือ  เอา  เช่น

                           อะ  เป็น  อา                                                                                                                                              ราช  +  อธิราช                  เป็น        ราชาธิราช                                                                                       ราช  +   อนุสรณ์               เป็น        ราชานุสรณ์                                                                                      ราช   +  อนุญาต               เป็น        ราชานุญาต                                                                                     ราช  +  อนุเคราห์             เป็น        ราชานุเคราะห์                                                                                   ราช  +  อภิบาล                 เป็น        ราชาภิบาล

                             อิ    เป็น   เอ                                                                                                                                           นร  +  อินทร์                     เป็น        นเรนทร์                                                                                          นร  +  อิศวร                      เป็น        นเรศวร                                                                                           คช  +  อินทร์                     เป็น        คเชนทร์                                                                                         ราช  +  อินทร์                   เป็น        ราเชนทร์                                                                                         มหา  +  อิสี                         เป็น        มเหสี

                            อุ   เป็น  อู   หรือ   โอ   หรือ   เอา                                                                                                             ราชินี  +  อุปถัมภ์              เป็น        ราชินูปถัมภ์                                                                                      ราช  +  อุปถัมภ์                 เป็น        ราชูปถัมภ์                                                                                        สาธารณ  +  อุปโภค         เป็น        สาธารณูปโภค                                                                                  กุศล  +   อุบาย                เป็น         กุศโลบาย                                                                                         นิล  +  อุบล                     เป็น        นิโลบล                                                                                            มหา  +  อุฬาร                   เป็น        มโหฬาร   มเหาฬาร

                        ๓)   เปลี่ยนเสียงสระท้ายพยางค์หน้า เป็นพยัญชนะ คือ   อิ , อี  เปลี่ยนเป็น  ย  หรือ  อิย                    อุ , อู   เปลี่ยนเป็น  ว    แล้วจึงกลมกลืนกับเสียงสระของคำหลัง  เช่น

                         อิ  ,  อี   เปลี่ยน  เป็น  ย  หรือ  อิย                                                                                                        อธิ  +  อาศัย                       เป็น  อธย  +  อาศัย    เป็น        อัธยาศัย                                                       รังสิ  +  โอภาส                 เป็น  รังสิย  +  โอภาส   เป็น        รังสิโยภาส                                                    สิริ  +  อากร                        เป็น  สิรย  +  อากร      เป็น        สิรยากร                                                        วาที  +  อากร                      เป็น  วาทย  +  อากร   เป็น        วาทยากร

                        อุ  ,  อู   เป็น   ว                                                                                                                                   เหตุ  +  อเนก  +  อรรถ     เป็น   เหตว  +  อเนกรรถ     เป็น        เหตวาเนกรรถ                                            ธนู  +  อาคม                          เป็น   ธนว  +  อาคม    เป็น        ธันวาคม                                                    มธุ  +  อาหาร                        เป็น   มธว  +  อาหาร    เป็น        มธวาหาร

                                ๒.๒   พยัญชนะสนธิ   การสนธิประเภทนี้ รับมาใช้ในภาษาไทยน้อยมาก เพราะมีวิธีการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน คือการเปลี่ยนพยัญชนะของพยางค์หน้า จาก  ส   เป็น   ร    หรือ  เป็นเสียง  โอ  แล้วกลมกลืนเสียงกับคำหลัง  จึงมีลักษณะคล้ายคำสมาส  เช่น   มนัส  +  ภาพ   เป็น   มโนภาพ   ,  นิส  +  นาม   เป็น  นิรนาม  ,  นิส  +  ทุกข์   เป็น  นิรทุกข์ ,นิส  +  ภัย   เป็น  นิรภัย  ,  ทุส  +  ชน   เป็น  ทุรชน  หรือ  ทรชน  ,  ทุส  +  กันดาร  เป็น  ทุรกันดาร

แนวสอบ   ข้อใดเป็นคำสมาสทุกคำ   ข้อใดเป็นคำสมาสแบบสนธิทุกคำ  ข้อความใดมีคำสมาสปรากฏอยู่

๗.  เรื่อง มงคลสูตร   ออกข้อสอบ  ๑๐  ข้อ   ข้อ  ๕๑-๖๐   (อ่านจากหนังสือวรรณคดีวิจักษ์ และการแปลสรุป ที่ครูหนิงสอนและให้จดบันทึกในห้องไปแล้วค่ะ)

แนวสอบ  ความหมายของคำศัพท์ในเรื่อง  ความหมายของมงคลสูตรแต่ละข้อ  ค่านิยมของมงคลสูตรที่ตรงกับสังคมยุคปัจจุบัน แนวคิดสำคัญของมงคลสูตร  คุณค่าของมงคลสูตร

หมายเหตุ  แบบฝึกที่เป็นตัวเลือก  ก   ข   ค  ง   ในแต่ละแบบฝึก  มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบด้วยนะคะ

อ่านตามที่กำหนด  อ่านให้จบ  เฉลยแบบฝึกและทำความเข้าใจ

อ่านแนะแนวสอบประกอบ  เท่านี้คงช่วยให้นักเรียนได้คะแนนดีพอควรค่ะ

ด้วยความรัก และปรารถนาดีจากครูหนิงนะคะ ขอให้นักเรียนที่ครูหนิงสอนทุกคนโชคดีค่ะ

ส่วนที่เรียนกับคุณครูท่านอื่น ๆ  แล้วแต่วิจารณญาณของผู้สอนนะคะ   

                                             โชคดีทุกคนค่ะ   Cool

              อย่าลืมนะคะ  ถ้าอ่านหนังสือ   Wink     แต่ถ้า...ไม่อ่าน   Tongue out

คำบาลี
๑.  ภาษาบาลีใช้พย้ญชนะ  ๓๓  ตัว  เสียง  ส  ใช้  ส  ตัวเดียว (ไม่ใช้  ศ  ษ)  เช่น  สิปป  สีล  สิริ  วิเสส  อิสิ  
สุกก์  สิกขา
๒.  บาลีใช้สระ  ๘  ตัว  คือ  อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู  เอ  โอ  (ไม่ใช้่  ไ   เอา  ฤ  ฤา)  เช่น  เอราวัณ  โอรส  โมลี  โสรจ
สุวคนธ์  อุตุ  กัณหา  อิทธิ  ทิฎฐิ  กัตติกา  รุกขา  คห  หทัย  พิจิก
๓.  บาลีใช้  ฬ  เช่น  โอฬาร  จุฬา  ครุฬ  กีฬา
๔.  บาลีไม่ใช้  รร  เช่น  กัมม  ธัมม  จริยา  ภริยา  มารยาท  มัคค  อัตถ  ไอสูรย์
๕.  บาลีไม่นิยมใช้อักษรควบ  อักษรนำ  เช่น  ปชา  ปทุม  ปฐม  ปภา  ปมาณ  ฐาปนา  ฐิติ  ถาวร
๖.  บาลีใช้ตัวสะกด ตัวตามที่เป็นแบบแผนพยัญชนะวรรค  เช่น  ขัตติยา  อัคค  นิจจ  อาทิจจ  มัชฌิม  ปัญญา
๗.  คำบาลีส่วนใหญ่ไม่ใช้ตัวการันต์  เช่น สิเนหา  อุตสาห  เทห  เลห  สามัญ  กัญญา  จักก  กัปป
คำสันสกฤต
๑.  ภาษาสันสกฤตใช้พยัญชนะ  ๓๕  ตัว  เสียง  ส  ใช้  ส  ศ  ษ  เช่น  ศิลป์  ศีล  ศต  ศิริ  วิเศษ  ฤษี  ศุกร์  ศึกษา
๒.  สันสกฤตใช้สระเพิ่มจากบาลี คือ  ไอ  เอา  ฤ  ฤา  เช่น  ไอราวรรณ  เอารส  เมาลี  เสาวรจ  เสาวคนธ์  ฤดู  
ฤทธิ  กฤษณา  ทฤษฎี  กฤติกา  พฤกษา  คฤห  หฤทัย  พฤศจิ
๓.  สันสกฤตไม่ใช้  ฬ แต่ใช้  ฑ  เช่น  เอาฑาร  จุฑา  ครุฑ  กรีฑา
๔.  สันสกฤต  ใช้  รร  เช่น  กรรม  ธรรม  จรรยา  ภรรยา  มรรยาท  มรรค  อรรถ  ไอศวรรย์
๕.  สันสกฤตนิยมใช้อักษรควบกล้ำ อักษรนำ เช่น ประชา  ประทุม  ประถม  ประภา  ประมาณ  สถาปนา  สถาปนิก  สถิต  สถาพร๖๕.  สันสกฤตไม่ใช้ตัวสะกดตัวตามแบบพยัญชนะวรรค  เช่น  กษัตริย์  อัคร  นิตย์ฺ  
สัตยา  อาทิตย์  มัธยม  ปรัชญา  การุนย์  
๗.  สันสกฤตนิยมใช้ตัวการันต์  เช่น  เสน่ห์  อุตส่าห์  เทห์  เลห์  สามานย์  กันย์  จักร  กัลป์ฺ